ผ่านพ้นกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ
ที่เราได้เห็นคู่ชิงชนะเลิศกันที่จะฟาดแข้งกันที่สนาม โอลิมปิสกี้ เนชั่นแนล สปอร์ต คอมเพล็กซ์ กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน
โดยคู่ชิงในปีนี้คือ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ที่ผ่านทีมแกร่งแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมันอย่าง “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค มาได้ จะต้องโคจรมาพบกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่เพิ่งเอาชนะ “หมาป่า” อาแอส โรม่า มาแบบไม่ง่าย
การพบกันของทั้งสองทีมนั้นไม่ใช่ครั้งแรกในเกมไฟน่อลของรายการ เพราะเคยเจอกันมาแล้วเมื่อปี 1981 สมัยที่ยังเป็นยูโรเปี้ยน คัพ วันนี้เราจะขอพูดย้อนถึงอดีตกันสักหน่อยว่าการพบกันในครั้งนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง
โดยในช่วงทศวรรษนั้นทีมจากอังกฤษครองความยิ่งใหญ่ของยุโรป ลิเวอร์พูล ที่ในเวลานั้นคว้าแชมป์รายการนี้มา 2 สมัย เข้ารองชิงด้วยการผ่านทีมอย่าง โอพีเอส (ฟินแลนด์), อเบอร์ดีน (สกอตแลนด์), ซีเอสเคเอ โซเฟีย (บัลแกเรีย) และ บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมัน)
ส่วนทางด้านของ เรอัล มาดริด ที่ตอนนั้นเป็นเจ้าของแชมป์ยุโรป 6 สมัย ก็ผ่านเส้นทางอันโชกโชนเหมือนกัน ลิเมอร์ลิค (ไอร์แลนด์), บูดาเปสต์ ฮอนเว็ด (ฮังการี่), สปาร์ตัก มอสโก (สหภาพโซเวี๊ยต/รัสเซีย) และ อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี)
ซึ่งในเกมนั้นเตะกันที่ ปาร์ค เดอ แพร็งส์ รังเหย้าของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในปัจจุบัน ลิเวอร์พูล สวมชุดเก่งสีแดง เช่นเดียวกับ เรอัล มาดริด มาในชุดขาว
โดย หงส์แดง ชุดนั้นภายใต้การคุมทีมของ บ๊อบ เพสลีย์ นำทัพด้วยกัปตันทีมอย่าง ฟิล ธอร์ปสัน, อลัน แฮนเซ่น, แซมมี่ ลี, เคนนี่ ดัลกริช และ แกรม ซูเนสส์
ขณะที่ เรอัล มาดริด มี บิเซนเต้ เดล บอสเก้ อดีตกุนซือทีมชาติสเปน เป็นจอมทัพคุมแดนกลางร่วมกับ อูลี่ สตีลิเก้
ซึ่งรูปเกมนั้นสู้กันอย่างสนุกไม่มีใครเป็นรองใครต่างมีโอกาสที่จะทำประตูได้ทั้งคู่ แต่จังหวะสุดท้ายไม่คมพอ ทำให้กว่าจะมีประตูแรกต้องรอจนนาทีที่ 82 เป็นของ ลิเวอร์พูล ที่มาได้ประตูชัยจากแบ็กซ้ายอย่าง อลัน เคเนดี้ ที่แหวกแนวรับ เรอัล มาดริด เข้าไปซัดมุมแบบไม่เหลือ
ติดตามข่าวสารล่าสุดก่อนใคร ได้ที่ WeeklyNews

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น